|
หากพูดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคนี้ที่ทั่วโลกกำลังจะเป็นที่นิยมมากที่สุดคนส่วนใหญ่จะพูดถึง AI กันเป็นอันดับแรก แต่ AI ก็จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการใช้งานจากผู้คนทั่วโลกได้อย่างเสถียร โดยจุดศูนย์กลาง คือ Data Center เพราะใช้เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลของผู้ใช้งานต่างๆ และใช้เป็นตัวฝึกสอนให้ AI ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยทางเราจะมาแนะนำหุ้นทำธุรกิจเกี่ยวกับ Data Center ซึ่งมักอยู่ในการลงทุนของบรรดากองทุนที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
1. Equinix (EQIX) เจ้าตลาดผู้ให้บริการ Data Center เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq และเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็น REIT (Real Estate Investment Trust) ในปี 2015 โดยทำธุรกิจให้บริการ Data Center 3 รูปแบบ ได้แก่
- Colocation: บริการเช่าพื้นที่เซิร์ฟเวอร์ที่ใหญ่และเครือข่ายที่เสถียรที่สุดในโลก - Global Interconnection Platform: เป็นสร้างเครือข่ายพิเศษให้ลูกค้าเพื่อเข้าถึงศูนย์ข้อมูลภายในได้โดยตรง ไม่ต้องเสี่ยงเชื่อมต่อเครือข่ายสาธารณะที่อาจมีไวรัสแฝงเข้ามา Recurring Income: สัญญาเช่าระยะยาวตั้งแต่ 3-10 ปี ทำให้มีกระแสเงินสุดที่มั่นคง โดยคิดเป็นรายได้ 90% ของบริษัท จุดแข็งของบริษัท คือ การที่มีเครือข่าย Data Center ทั่วโลกประมาณ 260 แห่ง ใน 70 เมืองทั่วโลก และการที่บริษัทใหญ่ๆเข้ามาร่วมในเครือข่ายแล้วการที่จะย้ายออกนั้นทำได้ยาก เพราะมีค่าใช้จ่าย Switching Cost ที่สูงต่อการย้ายเพียงครั้งหนึ่ง โอกาสการเติบโตของบริษัทจะมีแรงหนุนมาจากความต้องการใช้ Cloud ที่มากยิ่งขึ้นกับกระแสของ AI ที่ต้องการพื้นที่ในการวางเซิร์ฟเวอร์ และการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว ทำให้ทางบริษัทเน้นลงทุนในด้านนี้ เพื่อรองรับต่อความต้องการแนวโน้มของกลุ่ม AI ที่จะเพิ่มสูงขึ้น
2. Digital Realty (DLR) ผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ประเภท Data Center เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในรูปแบบของ REIT (Real Estate Investment Trust) หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยธุรกิจหลักของทางบริษัทเป็นการให้บริการอสังหาริมทรัพย์ ประเภท Data Center ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ
- Hyperscale (Wholesale): บริการให้เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ พร้อมกำลังไฟฟ้าสูงแก่บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Amazon, Microsoft, Google และ Meta เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูลบริการ Cloud ของตัวเอง
- Colocation & Interconnection: บริการให้เช่าพื้นที่รายย่อยสำหรับการวางตู้เซิร์ฟเวอร์ (Racks) และให้บริการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างลูกค้าในศูนย์ข้อมูลเดียวกัน เพื่อรับส่งข้อมูลรวดเร็วและมีความหน่วงต่ำ จุดแข็งของบริษัท คือ การมีพื้นที่ให้เช่าข้อมูลที่มีขนาดใหญ่และพลังงานไฟฟ้าที่สามารถรองรับ AI หรือ GPU ได้เป็นอย่างดี โดยตัวโมเดลธุรกิจของบริษัทจะเป็นแบบเน้นการเป็นเจ้าของเพื่อนำมาบริหารเอง ไม่ได้เป็นแบบการเช่าพื้นที่เพื่อนำมาบริหารจัดการต่อ ทางด้านการเติบโตของบริษัทจะเน้นไปทางด้าน“โครงสร้างพื้นฐานกายภาพ” อย่างการลงทุนเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้สามารถรองรับ AI ขนาดใหญ่ได้อย่างทั่วถึง ลงทุนในการสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับ Data Center โดยเฉพาะ ซึ่งต้องมีความปลอดภัยและทนทานต่อภัยพิบัติต่างๆได้
3. American Tower Corp (AMT) ผู้ให้บริการเช่าเสาสัญญาณทั่วโลก เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และเปลี่ยนรูปแบบเป็น REIT (Real Estate Investment Trust) ในปี 2012 โดยทำธุรกิจเกี่ยวกับให้เช่าบริการเสาสัญญาณ ซึ่งแยกเป็น 2 ธุรกิจหลัก คือ
- Tower Leasing: บริการให้เช่าเสาสัญญาณแก่ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ เช่น AT&T, Verizon, T-Mobile เพื่อติดตั้งอุปกรณ์สำหรับรับส่งสัญญาณ
- Multi-tenant Model: บริการที่เสาหนึ่งต้นสามารถให้ผู้เช่าหลายรายสามารถติดตั้งอุปกรณ์พร้อมกันได้ ยิ่งมีผู้ใช้งานเสาเดียวมากเท่าไรก็จะส่งผลต่ออัตรากำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล จุดแข็งของบริษัท คือ มีเสาสัญญาณจำนวน 224,000 แห่ง ใน 25 ประเทศทั่ว 5 ทวีป ทำให้มีลูกค้าที่มหาศาลและเป็นรายได้หลักของบริษัทที่มาจากการให้เช่าพื้นที่กับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ มักเป็นสัญญาระยะยาวและมีการปรับค่าเช่าขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทางบริษัทได้มีการเติบโตเข้าสู่ตลาด Edge Computing จากการที่เข้าซื้อกิจการบริษัท CoreSite เป็นผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ ส่งผลให้ทาง AMT เปลี่ยนเสาสัญญาณเป็นแบบ ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก (Mini Data Center) เพื่อรองรับ AI และ 5G ที่ต้องการการประมวลผลที่รวดเร็ว อีกทั้งการเติบโตของ AI ทำให้ต้องการอินเทอร์เน็ตอย่าง 5G ที่มีความเร็วสูงเพื่อใช้ในการประมวลผลที่เร็วยิ่งขึ้น
บริษัทมีความเสี่ยงกับทาง Space X ในโครงการที่จะมาในอนาคตอย่าง “Starlink” ที่มีแนวโน้มเข้ามาเป็นทางเลือกในการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันตัวเสาสัญญาณก็ยังมีความต้องการต่อเขตตัวเมืองในด้านของความจุจากที่ได้เล่ามาโดยรวมแสดงให้เห็นถึงว่าทำไมธุรกิจ Data Center นั้นถึงสำคัญไม่เพียงแต่เฉพาะ AI เท่านั้นแต่ยังรวมถึงเครือข่ายต่างๆ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจนี้ยังสามารถมีแนวโน้มเติบโตขึ้นได้อีก หากความต้องการที่จะใช้ AI ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ธุรกิจ Data Center จะมีความต้องการที่มากยิ่งขึ้นในเศรษฐกิจทั่วโลก
|